ยืมเงินไม่คืนต้องตกนรกไหม? เผยผลกรรมของคนยืมเงินแล้วไม่คืน!

การยืมเงินแล้วไม่คืน เปรียบเหมือนการรับเอาหน้ากากปีศาจมาใส่ไว้แล้วไม่ถอด มันจะหนาขึ้นเรื่อยๆ ในแบบที่คุณไม่ชอบ แต่ขณะเดียวกันก็คล้ายเจอมนต์ดำ สะกดจิตให้หวงไว้ ไม่ให้อยากถอดออกมารับความเบาสบาย หายหนาหนักบนใบหน้าเช่นกัน

การยืมเงินแล้วไม่คืน เทียบเคียงได้กับการละเมิดศีลข้ออทินนาทาน คือ ถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นมิได้เจตนายกให้ มาเป็นของตนเอง ยิ่งถ้ามีความเจ็บปวด ความทุกข์ร้อนใจจากผู้ถูกฮุบทรัพย์หนักหนาสาหัสขึ้นเท่าไร ยิ่งรู้แก่ใจว่ามีความผิดอุกฤษฏ์ขึ้นเท่านั้น

การผิดศีล ไม่ว่าข้อไหน ส่วนใหญ่ถ้าทำทีเดียวน้อยๆ ก็อาจไม่ได้ร้ายแรงพอจะมีผลให้ต้องตกนรกหมกไหม้หลังตาย ชีวิตและจิตวิญญาณแบบมนุษย์นั้น เปรียบได้กับตึกหลังงามใหญ่โตโอฬาร คุณต้องต้องใช้เครื่องมือหนักๆหลายชิ้น ออกแรงทุบแรงๆหลายรอบ กว่าที่ตึกจะเสียหายยับเยิน หรือถล่มล้มครืนลงมาเป็นซากปรักหักพังไร้รูป

พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้แจ้งเรื่องกรรมและผลแห่งกรรมด้วยพระญาณอันบริสุทธิ์ ท่านตรัสว่า การถือเอาทรัพย์ที่ผู้อื่นมิได้ยกให้นั้น ถ้าทำให้มากแล้ว ชินชาแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงนรก หรือถือกำเนิดเดรัจฉานภูมิ หรือถือกำเนิดในเปรตวิสัย อย่างใดอย่างหนึ่ง และแม้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ ก็ต้องรับเศษบาป ขั้นเบาคือทรัพย์สินเสียหาย พินาศได้ด้วยภัยประการต่างๆ อาจจะจากโจรภัย หรืออาจจะจากภัยธรรมชาติ

คีย์เวิร์ดอยู่ตรงนี้ ทำมากๆ ทำจนชินชา เลิกอาย เลิกเขิน ฉะนั้น หากอยากรู้ว่า ต้องเบี้ยวเงินประมาณใดจึงถึงขั้นต้องตกนรก ก็ให้สำรวจเข้ามาข้างในนี่แหละว่า จิตสำนึกแบบมนุษย์ของคุณพังไปขนาดไหนแล้ว

จิตสำนึกของมนุษย์เรา ค่อยๆถูกเซาะ ค่อยๆกร่อนลง ด้วยบาปที่พอกหนาขึ้น สังเกตได้จากที่ทำบาปครั้งแรก จะนึกอายมาก แต่ทำครั้งต่อๆมาจะอายน้อยลง จนถึงจุดหนึ่งจะเฉยชา กระทั่งหมดความละอายไปเลย ประมาณว่าชักดาบได้แบบตาไม่กะพริบ เห็นความทุกข์หนักของคนอื่นเป็นเรื่องเบาหวิวของตน จิตสำนึกพังๆแบบนั้นแหละครับ ประตูนรก!

หากยังเหลือจิตสำนึก ยังมีความละอาย ไม่อยากชักดาบ ไม่อยากฮุบทรัพย์ของใคร ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องร่วงหล่นลงสู่อบายกัน แต่ทีนี้เราจะเอาอะไรเป็นเครื่องชี้เล่าว่า จิตสำนึกเหลือแค่ไหนแล้ว?

คงไม่มีสิ่งใดดีไปกว่า ‘เจตนา’ อันเป็นมาตรวัดจิตสำนึกที่รู้ได้เฉพาะตน เช่น

เจตนาคืน แต่ไม่มีจะคืน อย่างนี้ไม่เกิดบาปจากการคิดถือทรัพย์ผู้อื่น ไม่ได้ผิดศีล แต่มีมลทินทางใจ ประเภทรับปากแล้วทำไม่ได้ ซึ่งแน่นอน ผลทันทีคือไม่สบายใจ ผลภายหน้าคือมีสิทธิ์โดนพวกไม่มีจะคืนมายืมบ้าง แต่จิตใจตอนนี้ไม่ได้ตกต่ำถึงขั้นต้องลงนรกอะไร เพราะยังมีความสำนึกผิดชอบชั่วดีแบบมนุษย์เต็มขั้นอยู่

เจตนาคืน แต่ยื้อไว้ก่อน อย่างนี้ถือเป็นกรรมอันประกอบด้วยมลทินแล้ว จิตสำนึกเริ่มบกพร่องบ้างแล้ว เพราะการมีแล้วไม่คืนตามข้อตกลง ก็คือการถือทรัพย์ของผู้อื่นไว้โดยมิชอบ อย่างน้อยก็ช่วงหนึ่ง ผลทันทีอาจเป็นความรู้สึกดีที่ได้กักไว้เป็นของตน ผลภายหน้าจะโดนหน่วงเหนี่ยวทรัพย์บ้าง แต่เพราะไม่ได้ใจร้ายไส้ระกำ ยังมีจิตสำนึกคิดคืนในที่สุด ก็ไม่ต้องถึงขั้นลงอบายกับใครเขา

เจตนาคืน แต่เปลี่ยนใจเป็นไม่คืน อย่างนี้คือต้นดีปลายร้าย ยอมแพ้กิเลส เปลี่ยนตัวเองจากคนมีจิตสำนึกเป็นคนไร้สำนึก ซึ่งมโนธรรมเดิมจะคอยตะโกนโหวกเหวกอยู่ข้างในว่า ไม่เอานะ อย่าทำนะ แต่สำนึกพังๆจะทำเป็นหูทวนลม ทำเป็นไม่ได้ยิน ผลทันทีคือโดนธรรมชาติลงโทษเป็นความรู้สึกผิด เหมือนเกิดบาดแผลอยู่ข้างใน

ซึ่งนั่นก็เพราะมโนธรรมอันมีค่ากว่าเงินถูกทำลายให้บอบช้ำหรือเสียหาย ผลภายหน้าจะโดนเบี้ยวดื้อๆบ้าง หากเปลี่ยนใจไม่คืนหลายครั้งเข้า ก็หมดจิตสำนึก มีความเที่ยงที่จะตกต่ำได้ในที่สุด

เจตนาไม่คืนมาแต่แรก และไม่เปลี่ยนใจในภายหลัง ประเภทใช้ชีวิตหรูหราบนความซอมซ่อของชีวิตคนอื่น แม้เขามาทวงขอก็ไม่ให้ ไม่เห็นใจใดๆทั้งสิ้น ใจแอบคิดตลอดว่าอ้อยเข้าปากช้างแล้ว เรื่องอะไรจะคายให้โง่ จิตสำนึกพังๆจะก่อความคิดประมาณว่า เงินในบัญชีฉัน แปลว่าเป็นเงินของฉัน ไม่ใช่เงินของแกแล้ว

ซึ่งคิดแบบนี้ เข้าขั้นมัธยมโรงเรียนโจรแล้ว เกือบจบออกมาเป็นโจรเต็มตัวแล้ว ผลทันทีคือจิตใจด้านชา สามารถทำชั่วประการอื่นๆได้ไม่จำกัด ผลภายหน้าจะถูกโกง หรือทรัพย์พินาศแบบไม่มีทางป้องกัน เมื่อตายไป กรรมดำย่อมสร้างจิตที่มืดบอด สมควรแก่อบายภูมิขึ้นมาเป็นบทลงโทษขั้นสุดท้าย

พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนเราเกิดเป็นมนุษย์ได้ด้วยกรรมข้างบุญกุศล ไม่เจืออยู่ด้วยความทุจริตประการต่างๆ นอกจากนั้น ท่านยังตรัสให้มองด้วยว่า ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี ซึ่งเช่นนี้แล้ว คุณคงไม่คิดว่าจะกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ได้ด้วยกรรมที่ไปเบี้ยวเงินเขามา และการเบี้ยวเงินก็คงไม่มีประเทศไหนนับถือกันว่า เป็นวิธีตอบแทนผู้มีพระคุณที่ช่วยเหลือกันมา

การไม่สำนึกคุณคน การยอมมีจิตใจด้านชา ไม่คิดใช้คืน ทั้งรู้ว่าเขาอาจเดือดร้อนนั้น เป็นบันไดความชั่วขั้นที่หนึ่ง คุณจะพบลูกหนี้จำนวนมากทีเดียวที่ก้าวขึ้นบันไดความชั่วขั้นสองขั้นสาม ย้อนศรมโนธรรมไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เช่น หาข้ออ้างในการไม่คืนเงินให้ตัวเอง ด้วยการมองด้านเลวของเจ้าหนี้ หรือกระทั่งสร้างความชอบธรรมให้ตัวเองลอยหน้าในสังคมเหมือนเทวดา ด้วยการสร้างภาพปีศาจร้าย ใส่ไคล้เจ้าหนี้ต่างๆนานาจนคนรอบข้างเกลียดชังกัน

ฉะนั้น แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อย ก็ใช้มันซื้อจิตสำนึก หรือใช้เป็นค่ารักษาจิตสำนึกไว้ หากตกลงกันว่าจะคืนก็ต้องคืน แล้วคุณจะรู้เดี๋ยวนั้นว่า จิตสำนึกมีราคาแพงกว่าเงินจริงๆ แม้ยังมองไม่เห็นชาติหน้า ก็อุ่นใจอยู่กับชาตินี้ที่ไม่ต้องลงนรกทางใจแล้ว!

Leave a Reply