สัญญาณเต ือนวิกฤต กระทบทุกชนชั้น นักลงทุน ยันแรงง า น

“วิกฤตรอบนี้อาจหนักกว่าต้มยำกุ้ง” บทความนี้น่าจะเป็นบทความสุดท้า ยของปีนี้แล้วที่เคทจะวิเคราะห์เศรษฐกิจ จากข้อมูลทุกด้านที่เคทถืออยู่ และการผ่านเสวนาทั้งในกลุ่มนักลงทุน และนักธุรกิจหลายสาย ข้อมูลชี้ชัดว่า ภายใน2 ปี เรามีโอกาสสูงที่จะได้เห็นวิกฤตเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าต้มยำกุ้ง หรือถ้าโชคดีก็จะอยู่ในภาวะซบเซาขั้นรุ นแร ง ซึ่งรอบนี้จะกินเวลานานหลายปี

ปัจจัยที่เห็นได้ชัดคือ การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.ล่าสุด (ลดเหลือ1.5%ต่อปี) ซึ่งสะท้อนว่าต้องการกำลังขย ายตัวของภาคธุรกิจสูงมาก ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพราะโดยปกติแล้วเมื่อมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ภาคธุรกิจต้องขย ายตัว และgdp ก็จะเติบโตสอดคล้องกัน

แต่…เมื่อดูตัวเล ขทั้งการส่งออกและการท่องเที่ยวรวมถึงหนี้ครัวเรือนและความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล

คำถามคือ ใครจะกู้ตังค์ไปลงทุนในสภาวะการณ์แบ บนี้?

ล่าสุดสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) IIจ้งว่าการส่งออกนับจาก ม.ค.-ส.ค. ไทยเราส่งออกรวมมูลค่า 166,091 ล้านดอลลาร์ หดตัว 2.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และคิดเป็นมูลค่าการส่งออกในรูปเงินบาทที่ 5,206,697 ล้านบาท หดตัว 3.7%

การนำเข้ามีมูลค่า 159,984 ล้านดอลลาร์ หดตัว 3.6% หรือคิดเป็นมูลค่า 5,089,258 ล้านบาท หดตัว 5.0% ส่งผลให้ช่วงเดือนม.ค.- ส.ค. 2562 ประเทศไทยเกินดุลการค้า 6,106 ล้านดอลลาร์และ 117,439 ล้านบาท

คือการเกินดุลเป็นเ รื่ อ งปกติของเรา แต่เวลานี้ เราเกินดุลมากกว่าค่าเฉลี่ยที่ควรเป็นค่ะ เราเกินดุลเข้าสู่ปีที่ 5 ติดต่อกัน

การเกินดุลการค้า สะท้อนอะไร ?

สะท้อนว่า การบริโภค และการเติบโตภายในประเทศเราชะลอตัวหรือต่ำลงค่ะ

ปัญหาต่อมาก็คือ จะทำให้เงินแข็งค่าขึ้น เมื่อแข็งค่ามาก การส่งออกก็จะยิ่งหดตัวลง (ถ้าคู่แข่งอ่อนค่าเรายิ่งเสีຍเปรียบทางการตลาด อันนี้อั น ต ร า ยมาก เพราะเปิดโอกาสให้ลูกค้าใช้บริการคู่แข่ง ถ้าเขาชอบสินค้าและบริการคู่แข่ง จบเกมเ ล ย)

แต่แทนที่เงินแข็งค่าเราจะได้เปรียบในการนำเข้า แต่ตัวเล ขการนำเข้ากลับไม่สะท้อนการเติบโตเ ล ย เนี่ยแหละค่ะปัญหา
จากประมาณการอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีในปีนี้ที่ 4% เมื่อต้นปี ลดลง มา 3.3% ล่าสุดเหลือ 2.8% คือมันต่ำมากค่ะ และปีหน้าอาจจะไม่เติบโตด้วย

การที่จีดีพีโตขึ้นเป็นเ รื่ อ งปกตินะคะ แต่ถ้าโตต่ำหรือไม่โตเนี่ยเป็นปัญหา จะอธิบายให้เห็นภาพง่าย

ร้านสะดวกซื้อ ตั้งเป้ารายได้ขั้นต่ำที่โต 7%  ถ้าเรามองดูก็เหมือนย ากมากที่จะหาลูกค้าจากไหนมาซื้อของเพิ่มยอดขายให้ได้ ระดับนั้น เพราะคนก็เท่าเดิม ฐานลูกค้าเท่าเดิม เมืองไม่ได้ขย ายขึ้น  ดูจะเป็นโจทย์ย าก…แต่มันโตได้ง่ายเ ล ย

เพราะเขาแ ค่ปรับราคาสินค้าค่ะ ปรับขึ้น 7-10% ปรับราคาเรตนี้ลูกค้าไม่ค่อยรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงค่ะ เช่น เมื่อวานซื้อนมกล่อง 11 บาท วันนี้ขาย 12 บาท

อันนี้คือกลยุทธ์ง่ายที่เขาทำกัน มันจึงทำให้รายได้ของร้านสะดวกซื้อโตขึ้น 7% ง่าย แต่โตแบบกลวง

ทีนี้ถ้ามันโตไม่ถึงเป้า ก็แสดงว่ากำลังซื้อหดตัวลงค่ะ

ก็เหมือน gdp ประเทศ เมื่อภาษีเพิ่ม ค่าแรงเพิ่ม เศรษฐกิจขย ายตัว gdp ก็ต้องเพิ่มตาม แต่ถ้ามันเพิ่มไม่สอดคล้องกันก็แสดงว่ามันมีปัญหา

ปัญหาสงครามการค้า ยอดการผลิตและการส่งออกที่ลดลง ภาคการท่องเที่ยวที่โตต่ำ จากการแข็งค่าเงินส่งผลให้รายได้และการจ้างง า นลดลง กดดันภาคครัวเรือนให้บริโภคน้อยลงใช้จ่ายน้อยลง (หนี้ครัวเรือนที่ระดับสูงก็ยิ่งชำระย ากขึ้นและอาจกลายเป็น npl) พอการจับจ่ายน้อยภาคธุรกิจก็ต้องปิดตัวลง เพราะการแข่งขันที่สูงขึ้น และสังคมสูงอายุที่กำลังจะมาถึง
ปัจจัยเหล่านี้กดดันการเติบโตของประเทศค่ะ

และเมื่อหันมามองรัฐบาลเราเห็นนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบประชานิยมสุด (คิดค้นแอพขึ้นมาเพื่อสะดวกต่อการจ่ายเงิน เมื่อคุณมีแอพเป๋าตังค์ประชานิยมเฟสหน้าเบิกจ่ายง่ายเ ล ย แล้วเมื่อมันง่ายคุณก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับมันหรอก และต่อให้คุณไม่ใช้เงินตรงนี้เงินมันก็หายไปอยู่ดี)

ถ้ารอบนี้เกิดวิกฤตการเมือง การเมืองไม่นิ่ง เราจะล้มเร็วมากและนานกว่าทุกรอบ

เพราะปี 40 ต้มยำกุ้งรายใหญ่ล้ม แต่ระดับกลางถึงล่างยังยืนได้ แต่รอบนี้ระดับกลางถึงล่างจะไปก่อนเพื่อนค่ะ และนี่คือฐานเศรษฐกิจที่สำคัญที่ห้ามล้มIด็ดข า ด ดูตัวอย่างของ วิกฤตเบอร์เกอร์ไว้ค่ะ

สิ่งที่รัฐต้องทำอย่างแรกเ ล ยคือ ทำให้ค่าเงินอ่อนลงเร็วที่สุด เพื่อขับเคลื่อนการส่งออก เพื่อกระตุ้นการลงทุนจากต่างชาติ เร่งพลักดันโครงสร้างพื้นฐานให้ไวที่สุด(เราช้ามา5ปีละ) พัฒนาศักยภาพแรงง า นทุกด้าน ฝีมือ สุขภาพ ตลอดจ นชีวิตความเป็นอยู่

ปรับกระบวนทัศน์การศึกษา วิชาโบราณ หรือขายฝันต้องคุมเข้ม อุดหนุนงบการศึกษาและวิจัยให้มากขึ้นให้เข้ากับยุค 4.0 รองรับการก้าวสู่สังคมสูงอายุ

วันนี้พอแ ค่นี้ค่ะ บทความหน้าถ้ามีเวลาจะมาต่อภาคตลาดหุ้น อ่ า นเกมเจ้าสัวเจริญเหตุใดถึงเอาอภิมหาหุ้น AWC เข้าตลาด สะท้อนภาพของเศรษฐกิจไทยยังไง
แนะนำให้อ่ า นอีกบทความปัญหาหนี้ครัวเรือนและสังคมสูงอายุประกอบนะคะ  ลิ้งบทความปัญหาหนี้ครัวเรือนและสังคมสูงวัย
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=930983540591744&id=100010403208238

#Edit….สำหรับบางท่านที่เห็นต่างและอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน

#ขออธิบายเพิ่มเติมดังนี้นะคะ  เข้าใจว่าหลายคน มีมุมมองและความเข้าใจในเ รื่ อ งวิกฤตต่างกัน
สิ่งที่เคทอย า กจะสื่อ คือ วิกฤตรอบนี้จะกินวงกว้างมาก จะเกิดจากการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจโลกจ นเกิด เป็นวิกฤตช่องว่างระหว่างชนชั้น ซึ่งถ้าเทียบกับปี 40 มันจะต่างบริบทกัน

ปี 40 คือความผิดพลาดทางการเงินและการคลัง จ นเกิดเป็นวิกฤตมีลักษณะเป็นบับเบิ้ล ซึ่งผู้ที่ได้ผลกระทบหนักตอนนั้นคือ คนระดับบน คนระดับกลางและล่างได้รับผลกระทบน้อยกว่าระดับบนมาก เป็นการล้มแบบกระจุกตัวที่รุ นแร ง (เราก็โตมาในครอบครัวที่เผชิญปัญหา รู้เ รื่ อ งว่าอะไรเป็นอะไร ไม่ใช่นั่งมโน)

แต่รอบนี้ภาวะถดถอย จะสร้างปัญหาให้คนระดับกลาง-ล่าง ที่กินวงกว้างมาก ระดับบนจะไม่เกิดปัญหามาก บริบทตรงนี้ต่างกัน

ปัจจัยก็ดังที่กล่าวมาแล้ว ว่ามีทั้งเ รื่ อ งสงครามการค้าที่เป็นชนวนสำคัญ หนี้ครัวเรือนที่สูงขึ้น การหดตัวของภาคการส่งออกที่สูงขึ้น และสังคมสูงอายุที่กำลังมาถึงตรงนี้ไม่ใช่ปัญหาง่ายนะตัวเล ขกลุ่มนี้สูงมาก

อีกทั้งการเกิดที่ลดลงจะทำให้ดีมานด์หดตัวลงแรง(ในข้อนี้อ่ า นลิ้งที่ให้ไว้ด้านล่างของโพสประกอบ) การเปลี่ยนผ่านของโลกธุรกิจออนไลน์ ปัญหาการว่างง า นที่ตัวเล ขล่าสุดแตะ 4 แสนคน และเราจะยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ระดับ 3ล้านล้าน ซึ่งถ้ามันล่าช้า หรือ โครงสร้างนั้นไม่ได้เพิ่มศักยภาพการแข่งขันหรือสร้างผลตอบแทนที่ดีพอได้ จุดนี้น่าเป็นห่วง วิกฤตรอบนี้จึงมีความแตกต่างกันในบริบทที่ผ่านมา ต้มยำกุ้งก็อีกแบบ เบอร์เกอร์ซัพไพร์มก็อีกแบบ บริบทมันต่างกัน

รอบนี้จะเป็นลักษณะที่เกิดจากช่องว่างทางเศรษฐกิจที่ถ่างขึ้น และเกิดที่ฐานล่างก่อนบน ผลกระทบมันต่างกัน เอาจริงตอน 40 อย่างที่บอกบางคนแทบไม่รู้สึกได้ผลกระทบอะไรเ ล ย เพราะไม่ได้อยู่ภาคการเงินกับอสังหา แต่รอบนี้ภาวะฝืดเคืองมันกินวงกว้าง ถ้าการกระตุ้นต่างไม่ดีพอหรือเกิดปัญหาการเมืองขึ้นมามันพร้อมที่จะล้มได้ง่าย

การที่เคทออกมาเตือนคือ มองว่าดัชนีตัวเล ขต่างมันชี้ว่ามีโอกาสเกิดสูง ถ้ามันไม่เกิดก็เพราะเราแก้ได้ทัน ไม่เกิดก็ดี แต่การเตรียมพร้อมรับมือเป็นสิ่งดีกว่า

เมื่อตอนซับไพร์ม คนที่มองโลกในแง่ร้ า ยคือคนที่รอดจากวิกฤตครั้งนั้นนะคะ และคนกลุ่มนี้อยู่รอดทุกวิกฤต

อีกประเด็นนึงอย า กจะย้ำ เคทไม่เคยพูดถึงกรณีไทยจะเป็นเวเน และไม่เคยคิดว่าจะเป็นเพราะบริบทต่างกัน ไม่ต้องมายัดเยียดให้นะคะ ที่ว่ามาทั้งหมดก็วิเคราะห์ตามปัจจัยและสถิติ แล้วข้อมูลเหล่านี้ก็มีเปิดเผยของหน่วยง า น มันไม่ใช่ข้อมูลลับหรือพิศดาลอะไร ส่วนที่เป็นข้อมูลปิดก็ข้อมูลของกลุ่มนักลงทุนและนักธุรกิจที่เขาไม่ได้ออกมาประกาศ อันนี้จะรู้ได้ก็ต่อเมื่ออยู่ในแวด ว งนั้น

สุดท้ายอย า กให้อ่ า นแล้วมองให้เป็นประโยชน์เพื่อเตรียมพร้อม หรือตระหนักถึงอนาคตของแต่ละท่าน สำหรับคนที่ไม่กระทบยังไงมันก็ไม่กระทบหรอก ส่วนกลุ่มที่เข้าข่ายหากไม่เตรียมพร้อม จะไปนั่งรอใครช่วยล่ะคะ จริงไหม

ที่มา : Chutima Pukbanyang, แ ช ร์สด.com, เชียงใหม่นิวส์, Smesvoice