อาหารอั น ต ร า ยกินแล้วอาจทำให้ลูกพัฒนาการช้า

อาหารอั น ต ร า ยกินแล้วอาจทำให้ลูกพัฒนาการช้า

อาหารบางอย่างก็เป็นอั น ต ร า ย และส่งผลเสีຍต่อพัฒนาการของลูกได้ อาหารอั น ต ร า ยกินแล้วอาจทำให้ลูกพัฒนาการช้า มีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเ ล ย

การให้lด็กทานขนมหวานที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก นอกจากจะทำให้ลูกอ้วน มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว น้ำตาลที่มีมากในขนมหวานยังมีส่วนทำลายสมองของลูกน้อยได้อีกด้วย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกต จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า หากlด็กได้รับน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป อาจส่งผลต่อการหลั่งส า รอินซูลิน ซึ่งจะทำให้สมองประมวลผลผิดพลาด ทำง า นด้อยลง และส่งผลเสีຍต่ออารมณ์ของความคิดของlด็กได้

อาหารจานด่วนประเภทจังก์ฟู้ด หรือที่แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า อาหารขยะ หมายถึงอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการใด (Non-Nutritional Value) มักมีส า รอาหารไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ อาหารจังก์ฟู้ดบางชนิดยังใส่ส า รกันบูด หรือมีเกลือ ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ทำให้เป็นโ ร คอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โ ร คไต และโ ร คหัวใจได้

ยิ่งถ้าlด็กในวัยกำลังเจริญเติบโต บริโภคอาหารประเภทจังก์ฟู้ดมากเกินไป lด็กก็จะได้รับส า รอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของlด็กในระยะย าวได้

อาหารกึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารประเภทที่แ ค่นำออกมาจากช่องแข็ง ก็นำมาอุ่นพร้อมรับประทานได้เ ล ย รวมถึงอาหารกระป๋อง เป็นอาหารที่ไม่ควรให้lด็กก่อนวัยเรียนได้ทานบ่อย เพราะอาหารเหล่านี้ ต้องผ่านกระบวนการยืดอายุอาหาร เพื่อให้เก็บไว้ทานได้นานขึ้น นอกจากจะมีส า รเคมีแล้ว อาหารเหล่านี้ยังไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ หากให้ลูกทานมาก จะสะสมในร่างกาย ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และยังเพิ่มความเ สี่ ย งต่อการเกิดโ ร คสมองเสื่อมขึ้นได้เมื่อลูกน้อยโตขึ้น

อาหารอั น ต ร า ยกินแล้วอาจทำให้ลูกพัฒนาการช้า มีอะไรอีกบ้าง ติดตามต่อหน้าถัดไป>>>

เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรได้รับจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการแปรรูป

สำหรับเนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอกบางชนิด หรือ แฮมบางชนิด าเป็นโปรตีนแปรรูป ซึ่งจะมีการผสมส า รเคมีที่ใช้ในการแปรรูปอาหาร อย่างส า รกันบูด และโซเดียมสูง หากให้ลูกทานโปรตีนแปรรูปเหล่านี้บ่อย จ นสะสมในร่างกายมาก ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ในการประมวลผลต่าง ทำให้การเรียนรู้ และการจดจำทำได้ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในlด็กเล็ก

โดยส่วนมากแล้ว มักจะไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหน ให้ลูกวัยก่อนเข้าเรียน ดื่มชาและกาแฟกันอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่คิดจะให้lด็กได้ลองดื่มชาและกาแฟ คาเฟอีนในชาและกาแฟจะส่งผลให้ประสาทตื่นตัว นอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองของlด็ก อีกทั้งยังขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในกระแสเ ลื อ ด เพื่อส่งออกซิเจ นไปยังสมอง สำหรับพัฒนาการทางสมองของlด็กอีกด้วย

ไม่ใช่ว่าเพียงแ ค่การที่ลูกกินอาหารที่กล่าวมาข้างต้น แล้วจะส่งผลทำให้ลูกมีพัฒนาการช้า และทำให้ลูกฉลาดน้อยลงเสีຍทีเดียว เพราะปัจจัยที่จะส่งผลถึงความฉลาดของคนเรานั้น หลักแล้วมีอยู่ 2 ประการ ซึ่งดร.แพง ชินพงศ์ ได้อธิบายไว้ ซึ่งได้แก่

  1. พันธุกรรม
  2. สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้แก่ การอบรมเลี้ยงดู อาหารการกิน ฐานะทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยรอบตัว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าความฉลาดจะเกิดจากสิ่งใดก็แล้วแต่ ความฉลาดเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ และสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่ยังเป็นlด็กเล็กด้วย โดยเฉพาะอย่า งยิ่ งในวัย 3 ปีแรกนั้น สมองจะเจริญเติบโตและพัฒนาได้มากถึง 80% ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่อย า กให้ลูกฉลาดจึงควรต้องใส่ใจดูแลลูกเป็นพิเศษ พร้อมทั้งป้องกันสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้สมองของลูกเราไม่พัฒนา

ซึ่งปัจจัยอื่น ที่อาจจะส่งผลให้ลูกเป็นlด็กไม่ฉลาด หรือสมองไม่พัฒนา มีตัวอย่างดังนี้

  • lด็กได้รับส า รอาหารไม่ครบทั้ง 5 ห มู่

การที่ลูกได้รับส า รอาหารไม่ครบทั้ง 5 ห มู่นั้น นอกจากจะมีผลเสีຍต่อการเจริญเติบโตของสมอง ซึ่งนั่นคือการทำลายความฉลาดของlด็กโดยตรง ยังส่งผลทำให้ร่างกายของlด็กอ่อนแอ ไม่เติบโตสมวัยอีกด้วย

  • สภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิ ษ

ไม่ว่าจะเป็นจากควันบุหรี่ ควันพิ ษท่อไอเสีຍ หรือส า รปรอท ส า รตะกั่วจากโรงง า น ส า รพิ ษเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายสมองlด็กแล้ว ยังเป็นพิ ษต่อร่างกายของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย

  • lด็กข า ดการสัมผัสกับสังคม

เกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีการพูดคุย ซึ่งจะทำให้ลูกข า ดพัฒนาการด้านภาษาและมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่สกัดกั้นความฉลาดของlด็กเพราะlด็กจะข า ดโอกาสที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนนั่นเอง

  • lด็กข า ดประสบการณ์เรียนรู้ที่ดี

เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาพาลูกไปเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้นอกบ้าน รวมทั้งไม่ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้อื่น เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมศิลปะ หรือกิจกรรมกีฬา และการออกกำลังกาย

  • lด็กมีสุขภาพจิตไม่ดี

เนื่องมาจากข า ดความรัก ความเอ็นดู และความอบอุ่นจากครอบครัว หรือบางกรณี อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดมากจ นเกินไป และบังคับให้lด็กต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบหรือไม่ถนัด ส่งผลให้ลูกเกิดความເครียດ มีความวิตกกังวลสูง มองตัวเองในแง่ลบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนย าพิ ษที่ทำลายความฉลาดของลูก เพราะลูกที่อยู่ในอารมณ์โกรธ หรือซึมเ ศ ร้ าเป็นเวลานานนั้น สมองจะหลั่งส า รคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤnธิ์ในการทำลายความเจริญเติบโตของสมองlด็ก ทำให้การพัฒนาความฉลาดของลูกถูกยับยั้ง

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความฉลาดของลูกนั้น อยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นสำคัญ อย่าท้อแท้ที่วันนี้ลูกของเราอาจจะยังไม่เก่งหรือยังไม่ฉลาด เพราะหากคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูเข า ด้วยความรักและเอาใจใส่แล้ว ความฉลาดของลูกก็จะพัฒนาขึ้นมาได้ในที่สุด